‘พฤกษา’ปรับแผนลดเสี่ยงอสังหาฯ ผุดธุรกิจสร้างรายได้ประจำรอบ27ปี

พฤกษา พลิกกลยุทธ์ลุยธุรกิจใหม่ สร้างรายได้ประจำครั้งแรกในรอบ 27 ปี ประเดิมโรงพยาบาลวิมุต พร้อมตั้งทีมพัฒนาธุรกิจใหม่เปิดอพาร์ตเมนต์ ตลาดสด ย่านประดิพัทธ์ เข้ากองรีท พร้อมร่วมทุนญี่ปุ่นผุดคอนโดลดเสี่ยง ตั้งเป้า5ปีสัดส่วนรีเคอร์ริ่งอินคัม 20%

สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ปี 2563 ยังคงมีความผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (แอลทีวี) และสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาลดลง 31% จากช่วงเวลาเดี่ยวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 208,994 ล้านบาท และเมื่อเทียบไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายลดลง 21% คิดเป็นมูลค่า 80,120 ล้านบาท

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากยังไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุน การที่ภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของไตรมาส 4 ที่ยังชะลอตัว ทำให้คาดว่าปีนี้ตลาดอสังหาฯ จะติดลบประมาณ 30% ส่วนปี 2564 คาดว่าตลาดอาจกระเตื้องขึ้นประมาณ 10% แต่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวเท่าปี 2562ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนยอดขายและรายได้จากฐานกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มกลางล่าง ที่มีปัญหากำลังซื้อลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจภาพรวม

รายได้ประจำ ลดเสี่ยง

แนวทางสำคัญ คือ การสร้างธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ด้วยการเพิ่มพอร์ตรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต โดยจะเป็นสถานพยาบาลระดับ ขั้นตติยภูมิ (Tertiary Care) ขนาด 236 เตียง 18 ชั้น คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค.2564 จับกลุ่มชนชั้นกลางและรองรับลูกบ้านของพฤกษา ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะขยายธุรกิจด้วยการเข้าไปซื้อกิจการโรงพยาบาล เพื่อขยายฐานลูกค้า รวมถึงการสร้างสถานพยาบาลที่รองรับกับธุรกิจอสังหาฯ ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นคอนโด และ โครงการแนวราบในรูปแบบอเวนิว บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดอสังหาฯและรองรับสังคมสูงวัยในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ได้ตั้งทีมพัฒนาธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัทไม่ว่าจะเป็นอพาร์ตเมนต์ เนื่องจากทำเลบางแห่งกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อน้อย จึงเลือกที่จะอยู่อพาร์ตเมนต์มากกว่าอยู่คอนโด รวมถึงการทดลองทำตลาดสด ย่านประดิพัทธ์ เพราะมีที่ดินเหลืออยู่ เพื่อสร้างรายได้แทนที่ปล่อยทิ้งไว้ เป็นต้น นอกจากนี้มีความเป็นไปได้ที่นำโครงการคอนโดขนาดใหญ่จำนวน 5,000 ยูนิต ภายใต้แบรนด์พลัมเข้ากองรีท เพราะให้ผลตอบแทนดี

“ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี ของพฤกษาที่หันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ เพื่ออลดความเสี่ยง เนื่องจากแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยลบรอบด้านไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และกำลังซื้อที่ลดลง โดยเฉพาะตลาดในต่างจังหวัดต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะฟื้นตัว คาดว่า ภายใน 5 ปี จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ 20%”

ร่วมทุนญี่ปุ่นพัฒนาคอนโดสุขุมวิท

นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจด้วยการร่วมทุนกลุ่มอสังหาฯจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาทำคอนโดจำนวน 500 ยูนิต มูลค่า2,000-3,000 ล้านบาท ย่านสุขุมวิท ในไตรมาสแรกหรือไตรมาสสองปี 2564 โดยอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียด ซึ่งกลุ่มทุนดังกล่าวมีโนว์ฮาวเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ

นายปิยะ กล่าวว่า ปีหน้า บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ 30-35 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด 7 โครงการ มูลค่า 7,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนจำนวน 1 โครงการ ส่วนที่เหลือจะเป็นโครงการแนวราบซึ่งส่วนหนึ่งเลื่อนมาจากปี 2563 จำนวน 20 โครงการมูลค่า 20,000 ล้านบาท แต่โดยภาพรวมการเปิดโครงการใหม่ลดลงเหลือ 100-150 โครงการ จากเดิมที่เปิดถึง 200 โครงการ ในปี 2562 คาดว่า บริษัทจะใช้เวลา 2ปี ในการสร้างรายได้ให้กลับมาอยู่ที่เป้าหมาย 40,000-50,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับตัวของพฤกษาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัทได้เปลี่ยนจาก “โอเปอเรชั่น คอมปะนี” (Operation Company) เป็น “ธิงค์กิ้ง คอมปะนี” (Thinking Company) เพื่อให้โครงสร้างองค์กรที่มีความคล่องตัวหรือลีนขึ้น ส่งผลให้มีเวลาในการ “โฟกัส” ลูกค้ามากขึ้น ทำให้เข้าใจความต้องของลูกค้ามากขึ้น และสามารถพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และเลือกทำเลที่เหมาะสม ไม่เน้นการเปิดตัวโครงการจำนวนมากเหมือนในอดีต

สำหรับตลาดกลางที่พฤกษาจะมุ่งเน้นให้มากขึ้น แยกกลุ่มราคาตามประเภทสินค้า ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาทบ้านเดี่ยวราคา 5-15 ล้านบาทและคอนโดราคา 2-5 ล้านบาท โดยจะลดสัดส่วนสินค้ากลุ่มล่างจาก 40% เหลือ 30% เนื่องจากกลุ่มนี้กระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อลดลงและถูกปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจับมือกับธนาคารในรูปแบบของแบงก์พันธมิตรเพื่อร่วมดำเนินการและแก้ปัญหาให้กับลูกค้าในเรื่องของการปฏิเสธสินเชื่อ ในปีหน้า

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2563 บริษัทมีโครงการที่เปิดขายจำนวน 166 โครงการ คิดเป็นมูลค่าสินค้าที่ยังสามารถขายได้รวม 95,151 ล้านบาท และยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) 25,605 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรก บริษัทเปิดโครงการไปแล้ว 11 โครงการ มูลค่ารวม 13,620 ล้านบาท และมีแผนเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นอีก 2 โครงการ รวมทั้งปี 2563 เปิดโครงการใหม่ประมาณ 13 โครงการ

ซึ่งหนึ่งในโครงการฮีโร่โปรเจคที่จะเปิดในไตรมาส 4 ที่เป็นไฮไลท์ คือโครงการ The Plant รังสิต-อเวนิว บ้านเดี่ยวมูลค่าโครงการ 985 ล้านบาท ระดับราคา 3-5 ล้านบาท และโครงการ พฤกษาวิลล์ ศรีนครินทร์-บางนา ใกล้เมกาบางนา มูลค่า 1,101 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2-3 ล้านบาท

และในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี บริษัทจัดกิจกรรมการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อเร่งยอดขาย พร้อมเร่งทยอยโอน The Reserve สุขุมวิท 61 มูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของรายได้ที่ต้องทำอีกในไตรมาส 4 เมื่อประกอบกับรายได้จากการโอนฮีโร่โปรเจคราว 32% และโครงการอื่นๆ ที่เปิดขายอยู่อีกราว 55% คาดว่าจะช่วยผลักดันให้บริษัท สามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ที่วางไว้ 31,000 ล้านบาท

ขอบคุณที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/908297

คุณอาจสนใจ

ค้นหาทรัพย์